และแล้วในที่สุด ก็อวสานตำนานโอวาไรเกนินต่างชาติ
มีโอกาสได้ดู P-RITTS โอวาไรครั้งแรกเมื่องานโรงเรียน ปลายเดือนตุลาปีที่แล้ว
จากนั้นเดือนพฤศจิกายน ก็เข้าไปเป็นหนึ่งในสมาชิก
เดบิวต์อย่างไม่เป็นทางการครั้งแรกในงานปาร์ตี้คริสมาสของชมรม CISG
และเปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกในเดือนมกราคม งานรีไทร์ของพวกปี 3
ณ สตูดิโอเล็กๆใกล้กับสถานีชิบะ
จากนั้นก็เข้าแข่งขัน โอวาไรระดับมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ (D-1) ปลายเดือนกุมภาพันธ์
ผ่านเข้าไปได้จนถึงรอบสุดท้าย
แต่น่าเสียดาย ที่ชวดรางวัลกลับมา
ตามมาด้วยเวทีต้อนรับนักเรียนใหม่เดือนเมษา สองครั้ง
ไปออกรายการวิทยุ NHK สถานีท้องถิ่นชิบะ
ขึ้นเวทีเดือนพฤษภา
และปิดท้ายด้วย เวทีเดือนมิถุนา...เวทีสุดท้าย
รวมทั้งหมด 7 เวที
สำหรับเวทีสุดท้าย
ด้วยความที่เป็นเวทีสุดท้าย ก็อยากจะให้ออกมาดีที่สุด
เลยมัวแต่มุ่งเน้นเฟ้นหามุกต่างๆ ทั้งที่ไอเดียไม่มี แต่ก็แถ
เมื่อถึงเวลาวิจารณ์บทก่อนขึ้นเวที..
จากคำวิจารณ์จึงทำให้ตระหนักได้ว่า
เรามัวแต่หาสิ่งใหม่ๆ มัวแต่พะวงกับสิ่งที่ไกลตัว
จนลืมที่จะนึกถึงความเป็นตัวของตัวเองไป
มองข้ามจุดเด่น ซึ่งเป็นจุดขายที่สำคัญมาตลอดของตัวเองไป
ย้อนกลับไปสู่จุดเริ่มต้น
ใส่ความเป็นออริจินัล ที่ใครก็ไม่อาจเลียนแบบได้ลงไป
..ใส่ท่าทางน่าเกลียดๆเสริมความฮา..
เมื่อขึ้นเวทีแล้ว ต่อให้ทำท่าทุเรศแค่ไหน ระดับนี้แล้วไม่มีเคอะเขิน
(หน้าด้าน ไร้ยางอายจริงๆ ข้าพเจ้า)
แต่ ถือคติว่า "ด้านได้ อายอด"
ถามว่าทำท่าทุเรศแบบนี้ อายไหม???
ขอตอบดังๆว่า
ถ้าทำไม่ทุเรศ แล้วคนดูไม่ขำนี่สิ อายกว่า!!!!!!!
แต่น่าเศร้าที่พอกลับบ้านแล้ว คงไม่มีโอกาสได้เล่นอีก
คนหนึ่งอยู่ โปแลนด์ อีกคนอยู่ เมืองไทย
ทว่าเวทีอยู่ที่ญี่ปุ่น
โอกาสเจอกันนั้นน้อยนิด
แต่...
"ครั้งหนึ่งในชีวิต ฉันเคยเป็นโอวาไรเกนิน"
แค่คิด ก็ยิ้มออกแล้ว ^^
มีโอกาสได้ดู P-RITTS โอวาไรครั้งแรกเมื่องานโรงเรียน ปลายเดือนตุลาปีที่แล้ว
จากนั้นเดือนพฤศจิกายน ก็เข้าไปเป็นหนึ่งในสมาชิก
เดบิวต์อย่างไม่เป็นทางการครั้งแรกในงานปาร์ตี้คริสมาสของชมรม CISG
และเปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกในเดือนมกราคม งานรีไทร์ของพวกปี 3
ณ สตูดิโอเล็กๆใกล้กับสถานีชิบะ
จากนั้นก็เข้าแข่งขัน โอวาไรระดับมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ (D-1) ปลายเดือนกุมภาพันธ์
ผ่านเข้าไปได้จนถึงรอบสุดท้าย
แต่น่าเสียดาย ที่ชวดรางวัลกลับมา
ตามมาด้วยเวทีต้อนรับนักเรียนใหม่เดือนเมษา สองครั้ง
ไปออกรายการวิทยุ NHK สถานีท้องถิ่นชิบะ
ขึ้นเวทีเดือนพฤษภา
และปิดท้ายด้วย เวทีเดือนมิถุนา...เวทีสุดท้าย
รวมทั้งหมด 7 เวที
สำหรับเวทีสุดท้าย
ด้วยความที่เป็นเวทีสุดท้าย ก็อยากจะให้ออกมาดีที่สุด
เลยมัวแต่มุ่งเน้นเฟ้นหามุกต่างๆ ทั้งที่ไอเดียไม่มี แต่ก็แถ
เมื่อถึงเวลาวิจารณ์บทก่อนขึ้นเวที..
จากคำวิจารณ์จึงทำให้ตระหนักได้ว่า
เรามัวแต่หาสิ่งใหม่ๆ มัวแต่พะวงกับสิ่งที่ไกลตัว
จนลืมที่จะนึกถึงความเป็นตัวของตัวเองไป
มองข้ามจุดเด่น ซึ่งเป็นจุดขายที่สำคัญมาตลอดของตัวเองไป
ย้อนกลับไปสู่จุดเริ่มต้น
ใส่ความเป็นออริจินัล ที่ใครก็ไม่อาจเลียนแบบได้ลงไป
..ใส่ท่าทางน่าเกลียดๆเสริมความฮา..
เมื่อขึ้นเวทีแล้ว ต่อให้ทำท่าทุเรศแค่ไหน ระดับนี้แล้วไม่มีเคอะเขิน
(หน้าด้าน ไร้ยางอายจริงๆ ข้าพเจ้า)
แต่ ถือคติว่า "ด้านได้ อายอด"
ถามว่าทำท่าทุเรศแบบนี้ อายไหม???
ขอตอบดังๆว่า
ถ้าทำไม่ทุเรศ แล้วคนดูไม่ขำนี่สิ อายกว่า!!!!!!!
แต่น่าเศร้าที่พอกลับบ้านแล้ว คงไม่มีโอกาสได้เล่นอีก
คนหนึ่งอยู่ โปแลนด์ อีกคนอยู่ เมืองไทย
ทว่าเวทีอยู่ที่ญี่ปุ่น
โอกาสเจอกันนั้นน้อยนิด
แต่...
"ครั้งหนึ่งในชีวิต ฉันเคยเป็นโอวาไรเกนิน"
แค่คิด ก็ยิ้มออกแล้ว ^^

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น